ตั้งอยู่ที่เขาชะโงกในบริเวณโรงเรียนนายร้อยจปร. ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก เป็นภาพเขียน ติดอยู่กับชะโงกผาบนภูเขาเตี้ย พระพุทธฉายนี้ประวัติเดิมไม่เคยปรากฏเล่าต่อกันมาว่าสภาพเดิมเป็นภาพพระพุทธรูปรางๆ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2485 กรมแผนที่ทหารบกได้เข้าไป ตั้งโรงงานหินอ่อน ที่เชิงเขานี้และ ได้เขียนตามรอยพระพุทธรูปเดิมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นราษฎรบริเวณนั้น นับถือว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัดนครนายกทุกกลาง เดือน 3 จะมีงานนมัสการเป็นประจำทุกปี
Archive for March, 2009
เลขที่ 111 บ้านบางหอย ต.บลศรีจุฬา อ.เมือง จ.นครนายก สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ เทพเจ้าแห่ง โชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี้ย) ปางมหาเศรษฐีซัมภล (ปางมหาราช) ซึ่่งเป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนและ ชาวไทยเชื้อสายจีนนับถือและเชื่อว่าเมื่อมานมัสการ จะก่อให้เกิดโชคลาภ ปัจจุบัน รูปเทพเจ้าแห่งโชค ลาภได้แกะสลักจาก หยกเขียว ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งหยกเขียวเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภร่ำรวย และนมัสการพระไภสัชคุรุพุทธเจ้าองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีรูป เทพเจ้าตามลัทธิจีนหลายองค์ อาทิ พระโพธิสัตว์ กวนอิม สูง 9 เมตร พระอวโลกิเตศวรพันกร พระ ศรีอริยเมตตรัยเทพเจ้ากวนอูนาจา เป็นต้น ติดต่อ สอบถามได้ที่โทร.08-7990-6245, 08-1815-1745


แหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร
แหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร หรือเมืองดงละคร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478ตั้งอยู่ที่ตำบลดงละคร ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร แต่เดิมเรียกกันว่า “เมืองลับแล” เป็นสถานที่ตั้งเมืองโบราณสมัยขอมมีอำนาจ มีแนวกำแพงเป็นเนินดินและคูเมืองปรากฏอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “สันคูเมือง” มีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งเป็นแบบเมืองทวารวดีทางภาคกลางของไทย
ความรุ่งเรืองที่เด่นชัดแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเริ่มในราว พุทธศตวรรษที่ 14-16เป็นวัฒนธรรมแบบทวารวดี ช่วงที่สองราวพุทธศตวรรษ ที่ 17-19 เป็นวัฒนธรรมเขมรและวัฒนธรรมก่อนกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าน่าจะมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับเมืองศรีมโหสถ ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 55 กิโลเมตร โบราณวัตถุที่ค้นพบ เช่น เศียรพระพุทธรูปกะไหล่ทอง ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ตราประทับหัวแหวนรูปปู ช้าง แหวนสำริด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน ตุ้มหูสำริด
ตำนานเมืองลับแลนั้นยังเล่ากันว่า เมืองนี้เคยเป็นเมืองของราชินีขอม ซึ่งเป็นที่รโหฐาน ผู้อื่นไม่สามารถเข้าออกได้ ประกอบกับลักษณะของบริเวณเมือง มีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไป ใครเข้าไปแล้วอาจหาทางออกไม่ได้ จะต้องวนเวียนอยู่ในดงนั้นเองและในวันโกนวันพระ จะได้้ยินเสียงกระจับปี่ ซอ ปี่พาทย์ มโหรีขับกล่อม คล้ายๆ กับมีการเล่นละครในวัง ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “ดงละคร” หรืออีกนัยหนึ่ง คำว่า “ดงละคร” นั้นอาจเพี้ยนมาจาก “ดงนคร”
อุทยานพระพิฆเณศ
อุทยานพระพิฆเณศ หมู่ที่ 11 ถ.นครนายก-น้ำตกสาริกา (สี่แยกประชาเกษม) ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก พระเดชพระคุณพระราชพิพัฒน์โกศล เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครพร้อมด้วย คณะศิษย์ที่มีความเคารนับถือในองค์พระพิฆเณศ (เทพเจ้าแห่งปัญญาและความสำเร็จ )ได้ดำเนินการจัดสร้างอุทยานพระพิฆเณศ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมองค์พระพิฆเณศจำนวน 108 ปาง ที่ครบสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย
พระพิฆเณศ เป็นมหาเทพฮินดูที่มีผู้เคารพนับถือมาก ท่านผู้นี้เป็นโอรสของพระศิวะ (พระอิศวร) และ พระแม่อุมาเทวี ท่านมีเศียรเป็นช้างมีงาข้างเดียว หูยานมี 4 มือ ถือบ่วง ขอช้างวัชระ และศูล บางคราวก็ถือ จักร สังข์ คฑา และดอกบัว พระพิฆเณศ เป็นเจ้าแห่งปัญญาได้แต่งคัมภีร์อันเป็นคำสอนของ พระศิวะผู้เป็นบิดาไ้จำนวนมาก ซึ่งเรียกว่าไศวศาสตร์ แปลว่าตำราพระศิวะซึ่งคนไทยเรียกตำรานี้ว่าไสยศาสตร์พระพิหเณศผิดกับเทพองค์อื่น ๆ ตรงที่ท่านเป็นพระผู้เป็นเจ้าอารมณ์ดีมีเสียรเป็นช้างร่างกายเหมือนทารกอ้วนที่น่ารักมีหนูเป็นพาหนะชอบร้องทำเพลง
บทบาทสำคัญของพระพิฆเณศ เป็นเจ้าแห่งปัญญา และ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ประวัติการกำเนิดของพระพิฆเณศ มีหลายตำนานแต่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มาจากหนังสือท่องแดนสวรรค์ เรีบยเรียงโดย อาจารย์อังคาร ปัญญาศิลป์ ได้เขียนไว้ว่า “ด้วยพระนางอุมาได้สร้างเทพบุตร (ต่อมาคือพระพิฆเณศ) จากคราบไคล ของพระนาง เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็มีบัญชาให้บุตรนั้นเฝ้าพระทวารไว้ไม่ให้ผู้ชายใดเข้ามาในห้อง เมื่อพระอิศวรเสด็จ กลับมาจากบำเพ็ญพรต ณ หิมาลัย ก็พบเด็กซึ่งพระอุมาสร้างขึ้น เด็กน้นห้ามไม่ให้เข้าไปหาจึงเกิดการสู้รบจนเศียรขาดสิ้นชีวิตไป (บางตำนานเล่าว่าสู้รบกับยักษ์ปรสุ) ในที่สุดก็ได้เศียรช้าง มาต่อให้ฟื้น ชีพแล้ว พระอิศวรก็รับพระพิฆเณศ ที่มีหัวช้างเป็นบุตรของพระองค์พระพิฆเณศ เป็นเทพผู้ประสานโชคลาภและขจัดอุปสรรคต่างๆ ท่านเป็นที่นับถือของทุกวรรณะไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ คนยากจน คนมีบุญ คนบาป คนต่ำต้อย จนวรรณะสูง และเป็นที่เคารพนับถือ ของปราชญ์อีกด้วย เราสามารถกราบไหว้บูชาพระพิฆเณศได้ด้วยตนเอง โดยถวายดอกไม้ ผลไม้ กล้วย อ้อย และขนมหวานทุกชนิด รวมทั้งนมด้วย
พระแก้วมรกตองค์จำลอง จังหวัดนครนายก ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารบนยอดเขา ณ วัดคีรีวัน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี อยู่บนถนนสายนครนายก – ท่าด่านอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 9 กิโลเมตร
พระแก้วองค์จำลองนี้มีเนื้อเป็นเรซิ่น ขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว สูง 32.9 นิ้ว หนัก 1 ตัน และมีเครื่องทรงครบทั้ง 3 ฤดู ประดับตกแต่งด้วยเพชรแท้ 7 กะรัตพลอยแท้2,000กว่าเม็ดและทับทิมอีกนับไม่ถ้วน
การเดินทาง
- รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ ( ทางหลวงหมายเลข 305 หรือ 33) - นครนายก – ใช้ถนนหมายเลข 3049 นครนายก -นางรอง
- รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพ ฯ – นครนายก มีบริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ ( ถนนกำแพงเพชร 2) ทุกวัน สอบถามได้ที่ โทร .0-2936-3660, 0-2936-3661
ลักษณะของสายน้ำ
แม่น้ำนครนายกเป็นสายน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลลงมากลายเป็น น้ำตกนางรอง ไหลมาบรรจบกับ แม่น้ำนครนายก ซึ่งไหลมาจากน้ำตกเหวนรก ภายในอุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่ กระแสน้ำไหลแรงในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม จุดเริ่มต้นของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกอยู่ที่บริเวณสะพานท่าด่าน
ระดับความยากง่ายในการล่องแก่ง
การล่องแก่งแม่น้ำนครนายกนั้นระดับความยากง่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาลดังต่อไปนี้
- กรกฎาคม - ตุลาคม ระดับ 2-3
ระยะเวลาในการล่อง
สำหรับระยะเวลาในการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
จุดเด่นของการล่องแก่งสายนี้
จุดเด่นของแม่น้ำสายนี้ คือ ตัวแก่งหินสามชั้น กระแสน้ำจะมีลักษณะไหลลดหลั่นกันลงมา คล้ายขั้นบันได เป็นแก่งที่สร้าง ความตื่นเต้น เร้าใจ ได้พอสมควร แก่งหินสามชั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการพายเรือแคนูหรือเรือคยัค นอกจากแก่งหินสามชั้นแล้ว ยังมีแก่งโขดคุ้ง และเกาะแก่ง หลังจากผ่านแก่งต่างๆ แล้ว ความรุนแรงของกระแสน้ำจะลดลง
เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายก คือลำน้ำที่คดเคี้ยวตลอดเส้นทาง การล่องทำให้เราได้มีโอกาส ฝึกการพายบังคับเรือยางหรือแคนู - คยัคให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างสนุกสนาน จนสิ้นสุดการล่องแก่ง ที่บริเวณวังยาว
แก่งต่าง ๆ ที่จะล่องผ่าน
- แก่งโขดคุ้ง มีลักษณะเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในช่วงฤดูร้อน แต่จะจมลงไปในน้ำยามฤดูฝน
- เกาะแก่ง มีลักษณะเช่นเดียวกันกับแก่งโขดคุ้งถ้าในช่วงฤดูร้อนจะมองเห็นเกาะแก่งนี้ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะท่วมเกาะแก่งนี้จนไม่สามารถมองเห็นได้
- แก่งหินสามชั้น ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งนางรองนครนายก ก่อนจะถึงตัวแก่งสามชั้น ระยะทางไม่กี่เมตรจะถึงโค้งหักศอกก่อน นักล่องแก่งควรระมัดระวังตัว ตั้งใจพายให้ดีเมื่อถึงโค้งหักศอกนี้ เพราะต่อไปจะเป็นแก่งสามชั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นหินสามชั้น เทลาดเอียง ลงมาเป็นขั้นบันได ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำจะไหลวนลงมากระทบ กับโขดหินน้อยใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ จนเกิดเป็นลูกคลื่นม้วนตัวเข้าหาหินสูงประมาณหนึ่งเมตร เป็นจุดท้าทายของนักพายเรือคยัคและแคนู ซึ่งจะมาประลองกำลังความสามารถกันที่บริเวณ แก่งสามชั้นแห่งนี้ แก่งสามชั้นสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการล่องแก่งนี้ได้พอสมควร การล่องแก่งนางรองนครนายก จะไปสิ้นสุดการล่องที่บริเวณ บ้านวังยาว
ช่วงเวลาที่เหมาะสม
เขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ปล่อยน้ำเพื่อการชลประทานและการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถล่องแก่งได้ตลอดทั้งปี
ข้อควรระวังในการล่องแก่ง
- สวมชูชีพและหมวกกันน็อคทุกครั้งเมือลงล่องแก่ง
- ปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยโดยเคร่งครัด
- เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของไกด์นำทาง
- งดดื่มสุรา และของมึนเมาในขณะล่องแก่ง
ค่าใช้จ่าย
- เรือยาง 8-10 ที่นั่ง ราคา 4,000 บาท / ลำ
- เรือคยัค 2 ที่นั่ง ราคา 1,600 บาท / ลำ
ติดต่อและจองล่องแก่งล่วงหน้าได้ที่ผู้ประกอบการ ดังนี้
- ชมรมเรือยาง หินตั้ง โทร. 08-4543-1970
- กลางไพร ท่องเที่ยวและผจญภัย โทร . 087 127 1000 , 087 127 8000 www.thadan.com
- สาริกา แอดเวนเจอร์ พอยท์ โทร . 0-3732-8432, 081-2518317 (มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีประกันอุบัติเหตุ) www.sarikaadventurepoint.com
- สาริกา เนเจอร์ ทริป โทร.081-818-9041, www.sarikanaturetrip.com E mail : pbird_b@yahoo.com
- กลุ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงบริการเขื่อนคลองท่าด่านโทร . 086 530 0371
- แพ แคนู แคมป์ โทร. 0-3738-5042, 08-1863-4197, 08 1650 1018 โทรสาร 0 3738 5208
- คยัค สคูล โทร . 0-1451-8830, 0-3739-3518
- คยัคเซนต์เตอร์ ( แก่งสามชั้น ) โทร . 0-3732-8411, 0-9931-8255
- บ้านสวนสาริกา ( บ้านคุณลุง ) โทร . 0-3738-5336, 0-1820-1053
- MMK วังตะไคร้ โทร . 0-1689-0150
- นครนายกล่องแก่ง โทร . 0-3738-4026, 0-9931-1398
- ครัวมะปราง โทร . 0-3732-8073
- สีดา รีสอร์ท โทร . 0-3731-3560,0-3738-5156-7
- บ้านพี่ชายทัวร์ โทร . 0-9091-0573
- สวนหญ้างาม โทร . 0-9402-5790
- คยัคมาสเตอร์ โทร 0-1591-1635
- สวนลุงใน โทร 0-3732-8145, 0-1377-7801
- ภูมินทร์ โทร 081-7450021,086-0048923,089-0978126
- เกิ้ลล่องแก่ง โทร. 089 682 3762ล 089 119 9926
- ท่าด่านล่องแก่ง โทร. 085 217 9768, 084 647 2719, 086 412 1190 www.nayokthadan.com
- หนึ่่งล่องแก่ง โทร.083-120-9137,089-931-5784,087-135-7521 E mail : bmwseries7@hotmail.com
ศาลหลักเมือง
ศาลหลักมืองเดิมเป็นเสาหลักยาวประมาณ 1 เมตรเศษปลายเสา แกะสลักเป็นรูปดอกบัว ตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมืองเก่าต่อมาประมาณ พ.ศ. 2453ทางราชการเห็นว่าศาลหลักเมือง เดิมชำรุดมากจึง ได้ย้ายหลักเมืองไปประดิษฐานที่ตึกแดงในโรงเรียนสตรีประจำ จังหวัด คือ โรงเรียนศรีนครนายก ภายหลังได้ย้ายมาสร้างใหม่ ริมแม่น้ำนครนายก ภายในสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 โดยสร้างเป็นศาลาจตุรมุข เพื่อความสง่างาม และเป็นมงคลคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครนายกจนทุกวันนี้
อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ 37
อยู่ที่วัดพราหมณี ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก ตรง กม .5 ถนนไปน้ำตกสาริกา–นางรองจัดสร้างโดยสมาคมทหารสหาย
สงครามกองพลญี่ปุ่นที่ 37 เมื่อปี พ . ศ .2535เพื่อเป็นที่ระลึกถึงดวงวิญญาณ ของบรรดาทหารซึ่งสังกัดในอดีตกองพลญี่ปุ่นที่ 37 จำนวน 7,920 นาย ซึ่งสูญเสียชีวิตในระหว่างสงคราม เอเชียบูรพา เมื่อปี พ.ศ. 2482 โดยทำการนำอัฐิที่ฝังอยู่ในบริเวณวัดมาบรรจุในแท่นที่จัดสร้างขึ้น
นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีสวนสัตว์จำลอง ทำจากปูนปั้นมากมายเช่น ช้าง โค กระบือ กระทิงเก้ง กวางและยังมีพระพุทธ รูปเก่าแก่ (หลวงพ่อปากแดง)ที่ชาวลาวอพยพได้อัญเชิญมาสมัย เวียงจันทน์แตก ขณะนี้ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้
ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน
ตั้งอยู่บนชะง่อนหินเขาชะโงกตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมาก ตามประวัติท่าน เป็น นายด่านเมืองนครนายกสมัยกรุงศรีอยุธยา วีรกรรมของท่านคือ การต่อต้านเขมรที่แปรพักตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2130 ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขณะที่ไทยติดพันศึกกับพม่าเขมรได้เข้ามารุกรานและกวาดต้อนผู้คนแถบปราจีนบุรีเพื่อนำกลับเขมร โดยได้ยึดเมืองปราจีนบุรี และเมืองนครนายก ขุนด่านได้รวบรวมคนที่ เมือง นครนายกไปตั้งหลัก ที่เขาชะโงก แล้วยกกำลังเข้าขับไล่เขมร ออกจากนครนายก จนเขมร แตกพ่ายไป
ความศักดิ์สิทธิของเจ้า พ่อขุนด่านยังมีเรื่องเล่าอีกว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ญี่ปุ่นนำกำลังพลไปตั้งหลักที่เขาชะโงกและได้รื้อศาลเจ้าพ่อขุนด่านเจ้าพ่อขุนด่านได้ทรงแสดงอภินิหารทำให้ทหารญี่ปุ่นล้มตายเป็นจำนวนมาก
ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก
สร้างฐานสังคมการเรียนรู้การพึ่งตนเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพลิดเพลินกับการปฎิบัติจริงพร้อมน้อมนำพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ก่อตั้งบนที่ดินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมูลนิธิชัยพัฒนาและสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจตจำนงที่จะถวาย ความจงรักภักดีประกอบกิจกรรมสนองพระราชดำริ โดยมูลนิธิชัยพัฒนาขอพระบรมราชานุญาต ขอใช้ที่ดิน 14 – 2 – 18 ไร่ ตั้งอยู่หลังเขื่อนขุนด่านปราการชล บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก
สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปภัมภ์สนับสนุนงบประมาณ เพื่อทำการพัฒนาให้เกิดประโยช์แก่ประชาชนทั่วไป โดยจัดทำโครงการศูนย์นิทรรศการ การบริหารทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแสดงแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาตนเองตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โครงการศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2545 โดยเริ่มก่อสร้าง ดำเนินการก่อตั้งศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติมาตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2545 จัดสรรพื้นที่กว่า 14 ไร่ ให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด สู่การเป็น “อาศรมปัญญา”
อีกทั้งยังออกแบบการจัดวางให้เหมาะสมให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลินตามแนวพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
อาคารและการใช้พื้นที่ทั้งหมดก่อเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ประกอบด้วยอาคารนิทรรศการ ต้อนรับนักท่องเที่ยว อาคารประชุม ร้านค้าและ OUTDOORTHEATER
- แปลงสาธิตกิจกรรมกลางแจ้งตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตรปศุสัตว์ และพลังงาน โดยจัดแปลงสาธิตประกอบด้วยทางเดินโดยรอบ ให้ผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเอง อาทิ แปลงป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ผลไม้ฟืน ไม้ใช้สอย และประโยชน์อย่างที่ 4 คือ มีป่าไม้ครอบคลุมช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำส่งผลประโยชน์และสิ่งแวดล้อมอีกนานัปการ
แปลงทฤษฎีแก้มลิง
หนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ใช้เป็นแม่แบบในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นั้นคือการแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็ให้ขุดคลองต่างๆ เพื่อชักน้ำให้มารวมกัน แล้วนำมาเก็บไว้เป็นบ่อพักน้ำ จากนั้นจึงระบายน้ำลงทะเล เมื่อปริมาณน้ำทะเลลดลง ซึ่งเปรียบเหมือนลิงเวลากินกล้วยจะเก็บไว้ที่แก้มได้หลายลูกแล้ว ค่อย ๆ นำมาเคี้ยวกินภายหลัง
แปลงปลูกหญ้าแฝก
ตัวช่วยสำคัญในการพลิกฟื้นปรับปรุงคุณภาพของดินให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และการพัฒนาทรัพยากรดินให้เกิดแร่ธาตุและความชุ่มชื้นมีวิธีอื่น ๆ อีกหลายวิธี เช่น ใช้ฟางและเศษใบไม้มาห่มดิน, การใช้พรมใยปาล์ม ( weedrop) ซึ่งทำมาจากปาล์มที่ผ่านการรีดน้ำมันแล้ว นำทะลายปาล์มมาตะกุยให้เป็นเส้น ๆก่อนจะเอาไปอัดให้เป็นแผ่น เป็นผ้าห่มดินเพื่อการเกษตรใช้ปูเพื่อรักษากล้าไม้คลุมดินไม่ให้วัชพืชขึ้นรบกวนช่วยยึดหน้าดินโดยการใช้ร่วมกับหญ้าแฝกและต้นไม้ และเก็บความร้อนชื้นให้จุลินทรีย์ใต้ดินทำงาน
แปลงทฤษฎีใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำริให้จัดแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วน เพื่อให้ราษฎรสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคง คือ
ส่วนที่ 1 ขุดสระเก็บกักน้ำ (ร้อยละ 30)
ส่วนที่ 2 ทำนาข้าว (ร้อยละ 30)
ส่วนที่ 3 ปลูกพืชไร่หรือพืชสวน (ร้อยละ 30)
ส่วนที่ 4 เป็นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ (ร้อยละ 10)
จุดสาธิตเรื่องพลังงาน
การผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านเครื่องผลิตไบโอดีเซล เครื่องผลิตแก๊ส จากขยะที่จะได้ทั้งปุ๋ยน้ำชีวภาพและแก๊สไว้ใช้ในครัวเรือน หากใครได้เข้ามาชมและศึกษาอย่างจริงจังก็สามารถนำไปเป็นต้นแบบใช้งานได้จริง
ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนครนายก บรรจุด้วยความรู้ควบคู่ความสุขตาสุขใจ ความเพลิดเพลินที่ได้มาเยือนที่สื่อความหมายผ่านนิทรรศการทั้งภายในและภายนอกอาคาร พร้อม ๆ กับการฝึกอบรมให้กับผู้ที่สนใจที่จะนำแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวัน
โดยศูนย์ได้ทำการฝึกอบรมให้กับข้าราชการและประชาชนทั่วไป จัดวางภูมิทัศน์ภายนอกในลักษณะของจากน้ำหยดแรกที่ต้นน้ำ ไหลลงสู่ทะเล หรือ “จากฟ้ามาภูผา สู่มหานที” ผู้เข้าชมจะได้เห็นถึงการจัดการเรื่องของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพทุกขั้นตอนตามแนวพระราชดำริ เมื่อมีการจัดการน้ำที่ดี การพัฒนาดินด้วยวิธีธรรมชาติจึงได้ผลที่ดีตามมา เกิดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและป่าไม้
จากนั้นจึงทำการสอนให้คนได้รู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ สร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงที่เกิดจากฐานการเรียนรู้การพึ่งตนเองอย่างเป็นขั้นตอน ทุกกิจกรรมเน้นให้ก่อเกิดการเรียนรู้ที่สามารถปรับใช้ได้โดยง่าย ดึงดูดให้เกิดความสนใจและสามารถพัฒนาสู่มาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนรู้จักรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมทั้งรักษาสภาพแวดล้อมให้มีใช้อย่างยั่งยืนเพื่อชนรุ่นหลัง
สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 8 ขอเชิญชวนร่วมชม “ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ” เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะก่อเกิดประโยชน์ให้ชีวิตของเรามีความพอเพียงและดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข
เริ่มต้นการเดินทางออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนครนายก ชมเขตทหารน่าเที่ยว “โรงเรียนเตรียมทหาร” และ “โรงเรียนนายร้อย จปร.” มีกิจกรรมท่องเที่ยวให้เยี่ยมชม ได้ความรู้ควบคู่ความสนุกสนานมีความสุขได้ทุกวัย จากนั้นมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนครนายก แล้วใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 3049 มุ่งหน้าไปทางน้ำตกนางรอง ไหว้พระขอพรพระประธาน และชมอุโบสถอายุกว่า 220 ปีที่ “วัดใหญ่ทักขิณาราม”
รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นขับรถตรงไปยังน้ำตกนางรอง ผ่านอุทยานวังตะไคร้ไปอีกประมาณ 500 เมตร เลี้ยวขวาขับตรงไปก็จะถึง “ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ” ยามเย็นชม “เขื่อนขุนด่านปราการชล” หนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ก่อนจะเดินทางกลับด้วยสวัสดิภาพ



























